จดหมายเปิดผนึก

posted on 31 Mar 2009 23:48 by maebin in Event


"If not you, who? If not now, when?"

----------------------------------------------------------------------------------------------- 

 

maebin.exteen.com
Internet Explorer

 

1 เมษายน 2552

 

เรื่อง การเดินทางที่ชื่อไม้-เมือง-ร้อน
เรียน มนุษย์ดาวโลก

 

ท่านทั้งหลาย วันนี้ข้าพเจ้ามีเรื่องมาเล่าสู่กันฟัง

 

เรื่องมีอยู่ว่า
ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมเดินทางไปกับชาวคณะในการเดินทางที่ชื่อไม้-เมือง-ร้อน เมื่อวันแรม 12 ค่ำ เดือน 3 หรือวันเสาร์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมา
การเดินทางครั้งนี้ได้อาจารย์ยงยุทธ จรรยารักษ์ เป็นวิทยากร มีคุณทรงกลด บางยี่ขัน เป็นพ่องาน พ่วงด้วยคุณนิ้วกลม นักเขียนในดวงใจใครหลายๆคน
หลังจากลงทะเบียนและกระโดดขึ้นรถ การเดินทางของพวกเราก็เริ่มขึ้น

 

พวกเราแนะนำตัวกันเล็กน้อย แล้วอ.ยงยุทธก็ขึ้นมาเกริ่นเรื่องการเดินทางคราวนี้ โดยให้ชื่อว่า "ไม้-เมือง-ร้อน : สู้โลกร้อนด้วยวิถีไทย" พร้อมโยน 2 คำถามมาให้ชาวคณะ
1. ทำไมโลกร้อน?
2. ทำไมต้อง "วิถีไทย"?

 

อาจารย์บอกว่า ที่โลกร้อน เพราะคนใจร้อน
อาการเร็วไม่ว่า ช้าไม่เป็น รอไม่ไหว อดไม่ได้ เกิดขึ้นแทบทุกพื้นที่ นำไปสู่การมีชีวิตที่พึ่งพิงพึ่งพาเทคโนโลยี (ที่เชื่อว่าเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกสบาย, ที่เชื่อกันว่าจะพามนุษยชาติไปสู่สิ่งที่ดีกว่า) มากขึ้นเรื่อยๆจนเกินขีดเส้นของความพอดี
นี่คือคำตอบของคำถามข้อแรก

 


ส่วนคำตอบของข้อหลังคงต้องพูดกันยาวหน่อย

 

 

คนเราสมัยนี้ ... ไม่สิ พูดถึงเฉพาะคนไทยดีกว่า
คนไทยสมัยนี้ หารอยยิ้มได้ยาก เพราะมันหายไปกับ "ความสุข" เสียแล้ว
เอ้า? แล้วความสุขคืออะไร? ฟังดูคล้ายๆ "ความสนุก" แต่ไม่ใช่
ความสนุกคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นระหว่างกระทำ เช่น ตีลังกาเล่นเกมอย่างเมามันส์
ความสุขคือ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นหลังจากการกระทำ เช่น ความรู้สึกหลังจูงคนแก่ข้ามถนน (ตอนจูงมือไม่ได้รู้สึกสนุกอะไร)

 

วิธีที่จะเอารอยยิ้มกลับมา (ที่ไม่ใช่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ) ก็คือ การดำเนินชีวิตตามวิถีไทย
ในความคิดของข้าพเจ้าเห็นว่า คำว่า "วิถีไทย" มันเป็นคำที่มีความหมายกว้างและมากมิติ แต่ขดหยักน้อยๆในสมองก็ประมวลประเมินและสังเคราะห์ออกมาให้พออธิบายแบบแคบๆได้เป็น 3 ธรรม คือ

1. ธรรมดา : สิ่งเดิมๆที่ถูกมองข้าม, เปลี่ยนแปลงให้น้อยที่สุดหรือไม่เปลี่ยนเลยแต่หันมาพัฒนาภูมิปัญญาไทยแทน

 

 

          ข้าพเจ้าเพิ่งมีโอกาสไปเห็นการทำนาเกลือ ที่เขาจะแบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 แปลง โดยจะแยกหน้าที่ในการกรองความเค็มในน้ำทะเลไปในแต่ละแปลงจนกระทั่งได้เป็นเกลือ ส่วนจะรู้ได้ยังไงว่าน้ำที่ไหนเค็มจริง ให้ดูที่ต้นแสมทะเล (ต้นไม้ชนิดนี้จะดูดน้ำแล้วคลายเกลือออกมาใต้ใบ) กับต้นใบชะคราม (ต้นไม้ชนิดนี้แยกเกลือไม่ได้ ใบจึงมีรสเค็ม ซึ่งสามารถนำมาทำอาหารโซ๊ยได้ โดยกินกับน้ำพริกกะปิหรือแกงส้ม อร่อยดีทีเดียว)

          ข้าพเจ้าเกือบลืมไปแล้วว่า ความหมายของการแลกเปลี่ยนตามแบบวิถีชีวิตคนไทยคือ การที่เราเอาของไร้ค่าของตัวเองไปแลกกับของของคนอื่นเพื่อเปลี่ยนเป็นของมีค่ามา การใช้ชีวิตของชาวท่าคาก็เช่นกัน อาจารย์ยงยุทธเล่าว่าเคยซื้อกล้วยเครือนึงในราคา 20 บาท (ลงไปนอนตะลึง กล้วยเครือละ 20!? ตลาดแถวบ้านข้าพเจ้าขายหวีละ 25 ด้วยซ้ำ)
อาจารย์: กล้วยขายยังไง
แม่ค้า: ... 20 บาทแล้วกัน
อาจารย์: 20? ทำไมถูกนัก
แม่ค้า: ก็เก็บมาจากสวน มันเหลือ ไม่รู้จะขายเท่าไหร่ดี

          สิ่งที่มีเหลือเฟือก็นำมาแลกมาเปลี่ยน สิ่งที่มีอยู่ก็ใช้ให้คุ้ม ทั้งของกินของใช้กระทั่งเสื้อผ้าเครื่องนุ่งหุ่มก็เช่นกัน คนสมัยก่อน ถ้าทอผ้านุ่งได้ผืนนึงก็เอามาใส่ได้หลายงาน ออกงานกลางคืนก็ปล่อยชายให้ยาวคลุมตาตุ่มแล้วหาเข็มขัดคาด ถ้าออกงานบุญตอนกลางวันก็ม้วนผ้าขึ้นมาหน่อย และม้วนให้สั้นอีกนิดถ้าใส่อยู่บ้าน จะได้ทำงานบ้านได้สะดวก พอมีลูกก็เป็นมรดกให้ลูกใส่ มีหลานก็เอาไว้ให้นุ่งไปงานบุญได้อีก แล้วถ้าผ้ามันเก่าขาดแล้วก็ยังเอาไว้ใช้เป็นผ้าขี้ริ้วได้ คุ้มกว่านี้มีอีกไหม? เพราะฉะนั้น เสื้อผ้าที่มียังใส่ได้อยู่ก็เอามาใช้ให้คุ้มเถอะนะ แฟชั่นใหม่ๆมันล่อตาล่อใจก็จริง แต่ถ้าเอาของเดิมที่มีมา Mix & Match หรือ Reuse ใหม่ก็กิ๊บเก๋ได้นี่เนอะ ข้าพเจ้าคิดว่างั้นนะ


          ส่วนหน้าร้อนนี้ ท่านร้อน ข้าพเจ้านี่โคตรร้อน แต่จะให้เปิดแอร์นอนกลิ้งเกลือกเล่นเกมที่บ้านก็สิ้นเปลือง จะหาศาลาริมน้ำไว้นอนตีพุงงับลมเล่นก็คงทำได้ยาก ถ้ายังไงลองชวนกันไปหย่อนก้นลงแถวสวนสาธารณะดีไหม? ไม่ต้องเสียสะตุ้งสตางค์ นอกจากจะได้ลมเอื่อยๆเย็นๆแล้ว ยังได้กลิ่นดินกลิ่นไม้มาฟอกปอดด้วยนะ
         

          จะว่าไปเราใช้ชีวิตแบบธรรมดาที่ไม่ต้องหวือหวาก็ได้ ทำนู่นนี่อย่างมีความสุขและสนุกกับสิ่งเล็กๆน้อยๆรอบตัว ถ้าอยากให้เลือดสูบฉีด ตามจริงแล้วคนโบราณเขาจะล้อมวงกระดกเหล้าสาโท แต่ใครหลายคนในปัจจุบันดันทำผิดวัตถุประสงค์ เพราะเห็นก๊งกันทุกโอกาสตั้งแต่ก๊งฮาเฮฉลองเกรดเอ ยันก๊งเฮฮาย้อมใจเกรดเอฟ ข้าพเจ้าว่าเอาเวลาไปออกกำลังกายและเก็บตังค์ไว้กินติมให้เก๋ไก๋แบบสุขภาพแข็งแรงและอร่อยปากซะยังจะดีกว่า

 


2. ธรรมชาติ : สิ่งมหัศจรรย์ที่น้อยคนใส่ใจ, ไม่เบียดเบียนแต่ให้ใช้อย่างคุ้มค่า


          ตามจริงแล้วพลังงานแสงอาทิตย์ถือเป็นพลังงานหลักของโลก เพราะให้ทั้งความร้อน, แสงสว่าง และแรงดึงดูด แต่คนเรากลับเรียกเป็นพลังงานทดแทน เรารอให้แสงและสารต่างๆลงดินแล้วค่อยไปขุดเอาแร่ธาตุมาถลุงทำเหมืองแร่ แล้วเอาน้ำมาต้มให้เป็นไอเพื่อให้ได้พลังงาน ข้าพเจ้าไม่อยากจะคิด (จริงๆคือคิดไม่ออก) ว่าระหว่างขั้นตอนต่างๆนี้เราทำพลังงานหล่นหายไปมากเท่าไร


          พูดถึงเรื่องหล่นก็พลันนึกถึงภาพลูกมะพร้าวหล่นอยู่ที่พื้น แต่จะรอให้ผลหล่นลงมาก็ใช่ที่ เว้นแต่ต้องอาศัยแรงเจ้าจ๋อ การเดินทางครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าเพิ่งรู้ว่าวิธีสอนลิงเจี๊ยกเก็บมะพร้าวไม่ยากอย่างที่คิด เพราะลิงนั้นฉลาดและมีไหวพริบมากพอที่จะช่วยงานเก็บมะพร้าวได้ เพียงแต่เจ้าของลิงจะต้องรู้เงื่อนไขบางอย่างก่อน คือ
    1. รู้จักมะพร้าว - รู้ว่าต้นไหนน้ำดี, เนื้อดี, เกสรดี
    2. รู้วิธีเก็บ - รู้ทักษะการเก็บมะพร้าวตั้งแต่การปีน, การเด็ด กระทั่งการแก้ปมในกรณีที่เชือกพันตัว
    3.  รู้จักลิง - รู้นิสัยลิงและสัญชาติญาณของสัตว์ว่าเวลาไหนหรือวัยไหนที่ควรนำมาฝึก ไม่ใช่เอะอะอยากฝึกก็จับมาฝึก พอได้ผลงานไม่พอใจก็คว้าไม้มาหวด นับว่าได้บาปหนาพอๆกับเปลือกมะพร้าวเลยทีเดียว

          นอกจากขั้นตอนการเก็บเกี่ยวแล้ว การนำมาผลิตเป็นสินค้าก็น่าตื่นใจไม่แพ้กัน มีวิธีทำน้ำตาลโตนดแบบชาวบ้านแบบกลุ่มแม่บ้าน พวกเขาไม่ต้องพึ่งระบบโรงงานที่ต้องผลิตทีละเยอะๆและต่อเนื่อง จากการสอบถามเด็กชายตัวน้อยได้ความว่าที่ตั้งของการผลิตก็ไม่ไกลจากบ้านมาก อาศัยรถแมงกะไซด์ได้อึดใจเดียวก็ได้เคี่ยวน้ำตาลแล้ว จะว่าไปก็ต้องบอกว่าคนไทยนั้นโชคดี ฤดูนี้มีก็กิน ฤดูนี้ไม่มีก็มีอย่างอื่น คนไทยมีทางให้เลือกแยะจะตาย หน้าร้อนกินมะม่วง หน้าฝนเปรี้ยวปากกับมะนาว พอหน้าหนาวมีมะขามมาแทน แหม พูดแล้วชักหิว

 

3. ธรรมะ : สิ่งดีๆที่ถูกลืม, ให้ปรับมาใช้ในชีวิตประจำวัน

          ไทยเรามีสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างที่มีเอกลักษณ์และสื่อความหมาย สามารถบอกได้ว