+ My Articles +
posted on 03 Nov 2007 23:57 by maebin
.
*บทความทั้งหมดเป็นผลงานของข้าพเจ้าเอง และเอามาลงในส่วนนี้ตามแนวทางแห่ง creative commons ข้าพเจ้าไม่สามารถบังคับห้ามให้ท่านนำข้อความใดไปใช้ เพียงแต่หวังเล็กๆว่าท่านจะให้เครดิตแก่แหล่งที่มาด้วย หวังว่าความหวังเล็กๆนี้จะเป็นจริง*
*บทความบางชิ้นเกิดขึ้นด้วยหน้าที่ที่ต้องทำส่ง บางชิ้นผุดขึ้นมาในชั่วบัดดล และบางชิ้นมาจากความต้องการจากก้นบึ้งของหัวใจ แต่ผลงานทุกชิ้นมีพื้นฐานอยู่ที่ความคิดเห็นและความรู้สึก 'ของข้าพเจ้า' เอง*
*ข้าพเจ้าจะลงบทความอย่างน้อยเดือนละ 1 บทความ เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าจะสามารถลงได้ในช่วงวันที่เท่าไหร่ เลยขอเหมาเอาว่าเดือนๆนึงต้องมี (ฮาาาา)*
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทความที่ ... 6 (มิถุนายน 2551)
ย้ำความคิด

(ภาพจาก google)
.
วันนี้เป็นวันร้อนๆอีกวันที่กำลังจะหมดไป ความมืดมิดของกลางคืนเดินเตาะแตะใกล้เข้ามาแล้วครับ
"โลกร้อน" นะ คุณว่าไหม? คุณร้อน ผมเองก็ร้อน
ไม่ต่างกัน
1.
สมัยนี้เวลาหายใจที่ไหนก็มักจะได้กลิ่นการรณรงค์ลดโลกร้อนเป็นระยะๆ จนจมูกผมเริ่มชาชิน บางครั้งอาจถึงขั้นด้านชาค่อนไปทางเบื่อหน่าย
ไม่ใช่อะไร ... ผมว่า มันเป็นการแก้ปัญหาผิดประเด็น
ตามที่ผมทราบ คนต่างประเทศเค้าใช้ถุงผ้าดิบไปจับจ่ายซื้อสินค้ามา เพื่อใส่ลงไปในถุงนั้น
ผมไม่แน่ใจ แต่ก็เดาเอาเองว่าเค้าก็คงมีแฟชั่นลายถุงผ้าดิบเหมือนกัน
และเท่าที่ผมรู้ คนไทยใช้ถุงผ้าดิบ เพื่อแฟชั่น ครับ (อย่าเพิ่งโวยวาย เพราะผมไม่ได้เหมารวมคนไทยทุกคนที่ใช้ถุงผ้าดิบ)
ทุกวันนี้ เวลาผมพาร่างตัวเองไปตามที่ต่างๆ ไม่นานนัก สายตาก็จะจับจ้องมองเห็นถุงผ้าปลิวตามลำแขนกันให้ว่อน ซึ่งก็ดูเป็นเรื่องตลกปนดีครับ ผมว่า ดูๆไปเหมือนเป็นธรรมเนียมขำๆในกลุ่มวัยรุ่นว่า "เฮ้ย เอ็งมีถุงผ้าด้วย เอ็งรักษ์โลกนี่หว่า"
สิ่งที่ทำให้ผมคิดเช่นนี้เพราะ แทบจะร้อยทั้งร้อย เวลาที่ มนุษย์ถุงผ้า ซื้อของอะไรซักอย่าง น้อยคนที่จะบอกคนขายว่า "ไม่ต้องใส่ถุง"
ผลเลยกลายเป็นว่า คุณจะพบเจอสมุดโน๊ตในถุงพลาสติก กิ๊ฟท์ติดผมในซองพลาสติก ปากกาในถุงพลาสติก ลูกอมในถุงพลาสติก และอีกมากมาย ในถุงพลาสติก ... ในถุงผ้า
ความนิยมใน "ถุงผ้ามหัศจรรย์" นี้ยังไม่หมดครับ นอกจากกลุ่มวัยรุ่นที่ใช้จ่ายหาถุงผ้ามาสะพายกันให้โก้แล้ว ในกลุ่ม "ผู้ขาย" ก็ครึกครื้นคึกคักไม่แพ้กัน เห็นได้จากลวดลายที่เพนท์หรือสกรีนลงบนถุงผ้า ตั้งแต่ข้อความบอกรักษ์โลกไปจนถึงข้อความกิ๊บเก๋ที่คาดว่าจะโดนใจ "ผู้ซื้อ"
บอกตามตรง ผมเอือมครับ
การใช้ถุงผ้าดิบที่ถูกต้อง ควรจะเป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาใช้ ไม่ใช่การซื้อมาใช้ เพราะนั่นหมายความว่า เกิดการผลิตเพิ่ม ... และเกิดการสูญเสียทรัพยากรเพิ่ม
ถุงผ้าดิบ เป็นเพียงตัวเลือกหนึ่ง สำหรับคนที่กระเป๋าใบเดิมขาดหรือชำรุดชนิดที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ต่างหาก
แต่จะพูดมากคงไม่ได้
กระแสเค้าแรงจริง
2.
หลายครั้งที่การรณรงค์โลกร้อนทำเอาผมแทบลงไปนอนเอามือก่ายหน้าผากขำที่พื้น เพราะอะไรๆมันดูขัดหูขัดตาได้ลงตัวอย่างน่าประหลาด
ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น การรณรงค์โลกร้อนตามห้างสรรพสินค้า
ทีมงานการจัดงานนั้นๆยืนพูดรณรงค์ปาวๆใส่ ไมโครโฟน เสียงพูดนั้นเดินทางผ่านสายไฟเส้นขยุกขยุยมากมาย ผ่านไปรวมกันที่เต้าเสียบรวม ซึ่งมีปลั๊กตัวอื่นๆเสียบคาใช้งานอยู่เช่นกัน
แผ่นพับเรื่องโลกร้อนและวิธีการลด ละ เลิก เพื่อรักษ์โลก มีแจกให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาได้ตลอดวัน
บอร์ดที่แสดงสภาพโลกที่ร้อนขึ้น รวมถึงผลกระทบต่างๆในปัจจุบันและการคาดการณ์ถึงในอนาคต ... เต็มไปด้วยกระดาษ โฟม พลาสติก กาว ฯลฯ
หนังสือโลกร้อนที่นักเขียนและนักอยากเขียนมากมายพร้อมใจกันเรียบเรียงถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือ
เสื้อ กระโปรง กางเกง กระเป๋า และข้าวของเครื่องใช้อื่นๆ สกรีนลายโลกร้อน ซึ่งไม่แน่ว่าในอนาคตจะมีแฟชั่นลายสักลดโลกร้อน
อุปกรณ์ปัจจุบันที่บริษัทรักษ์โลกต่างๆรังสรรค์ไอเดียเจ๋งๆแล้วผลิตสินค้ารักษ์โลกขึ้นเพื่อโลกที่ดีในอนาคต เช่น ดินสอที่ส่วนด้ามทำจากกระดาษหนังสือพิมพ์ เครื่องเย็บกระดาษแบบไม่ต้องใช้ไส้แมกซ์ สมุดทำมือ ฯลฯ
ลานกิจกรรมที่เชิญชวนให้ผู้คนเข้าไปร่วมด้วย เช่น เกมต่างๆ
คันปากอยากเดินเข้าไปถามจริงๆว่า "คุณกำลังทำอะไรกันอยู่หรือครับ?"
3.
การเยียวยารักษาสิ่งแวดล้อม ทำได้หลายวิธี ซึ่งผมเองก็พอจะทราบว่า การจะทำให้การรณรงค์(ดูจะ)สัมฤทธิ์ผล จำเป็นต้องขยายวง "ผู้รับรู้" ให้กว้างที่สุด อาจจะเพราะเป็นการกระจายความเป็นไปได้ของผลตอบรับหรืออย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ผมว่ามันเป็นแค่กิจกรรมดึงลูกค้าดีๆนี่เอง
เอาง่ายๆ
ถ้ายุคสมัยนั้นๆ โดราเอมอนกำลังได้รับความนิยมจากมหาชน ผมกล้าฟันธงแบบไม่ต้องเสียเวลาคิดเลยว่า ณ เวลานั้น ห้างฯไหนๆก็จะมีเจ้าเหมียวไร้หูหุ่นปุ๊กลุกสีฟ้ายืนยิ้มแฉ่งอยู่ในลานกิจกรรมวันโดราเอมอน (ชื่อกิจกรรมอาจเปลี่ยนแปลงไปตามความคิดสร้างสรรค์ของคนจัดงาน)
แน่นอน เรื่องโลกร้อนนี่ก็เช่นกัน
4.
ที่จีน มีการประกาศยกเลิกใช้ถุงพลาสติก
ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่ากฎหมายนี้จะประกาศใช้ตั้งแต่ต้นเดือนมิถุนายนนี้เอง ลูกค้าผู้มีอุปการะคุณจะมีถุงพลาสติกบรรจุสินค้าที่ซื้อกลับบ้านได้ก็ต่อเมื่อต้องควักตังค์จ่ายเงินค่าถุงด้วย พนักงานที่เผลอลืมตัวใส่ถุงพลาสติกให้ฟรี จะเจอโทษปรับราว 25,000 - 100,000 บาท เลยทีเดียว
เด็ดจริงเด็ดจัง โดนใจอย่างแรง!!
ในเรื่องนี้ จะว่าไป ถ้าพี่ไทยเอาอย่างบ้าง ก็คงจะลำบากไปตามๆกัน เพราะมันดูจะเป็นการผิดวิสัยคนรักสบายแบบเราๆท่านๆ
แต่ผมว่า มันก็คุ้มนะ
ในระยะแรกอาจจะเกิดการโวยวายลุกลามไปถึงขั้นชกต่อย เกิดเป็นศึกวันธงชัยต่อยแย่งถุงพลาสติกกันก็ได้ ใครจะรู้
5.
เวลาแห่งการประณีประนอมใกล้หมดลงแล้ว สหายเอย
เร่งทำตามสารที่เค้ารณรงค์กันเถิด
ก่อนที่การบังคับตามมาตราที่ชื่อว่า "กฎหมาย" จะมาเยือน
.
----------------------------------------------------------------------------------
.
บทความที่ ... 5 (พฤษภาคม 2551)
.
"พี่" รับ "น้อง"
"รับน้อง" หรือกิจกรรมต้อนรับนักเรียนหรือนักศึกษาใหม่ คือ กิจกรรมที่เราๆท่านๆคุ้นหูกันดี หลายคนมองว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่ถักทอสายสัมพันธ์ระหว่างรุ่นพี่กับรุ่นน้อง รวมถึงรุ่นเพื่อนด้วยกันเอง ให้มีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แม้จะไม่มีส่วนช่วยในด้านการเรียนโดยตรง แต่การรับน้องก็เป็นจุดเริ่มต้นของช่องทางการติดต่อสื่อสารและสอบถามเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัย
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีทั้งด้านบวกและด้านลบ
หลังจากพ้นช่วงการประกาศผลเอนท์ทราน์ในแต่ละปี ข่าวที่ไล่ตามมาคงหนีไม่พ้นข่าวการรับน้องที่รุนแรง ตั้งแต่การแกล้งรุ่นน้อง ลวนลามรุ่นน้อง ไปจนถึงบทลงโทษที่บ้าระห่ำ บางครั้งถึงแก่ชีวิตทั้งรุ่นพี่และรุ่นน้อง สิ่งที่เหลือตกค้างในความทรงจำมีแต่คำว่า "ขอโทษ ผมไม่ได้ตั้งใจ"
สถานศึกษาหลายที่พร้อมใจกันออกมาตรการต่างๆเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าว แต่ก็ไม่มีใครสามารถยืดอกรับรองได้เต็มปากว่า จะไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น ถึงกระนั้น "การรับน้อง" ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อชีวิตมหาวิทยาลัย ถือเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยก็ว่าได้ ผู้ใหญ่บางคนลงความเห็นว่าการรับน้องเป็นสิ่งไร้สาระ เพราะมองแค่ว่าเป็นการนัดพบเพื่อเต้นแร้งเต้นกาและปิดท้ายด้วยบทลงโทษที่เอนไปในทางเสื่อมเสีย มิได้มีส่วนจรรโลงใจที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่นิสิต/นักศึกษาใหม่เลย โดยลืมไปว่า การจะทำกิจกรรมอะไรสักอย่าง ยิ่งหากเป็นกิจกรรมในนามมหาวิทยาลัยด้วยแล้ว "ผู้ทำกิจกรรม" จำต้องมีป้ายสถาบันห้อยไว้ที่คอ สิ่งที่ "พี่" ทำนั้น ได้ผ่านการเตรียมการ การคัดเลือก และการซักซ้อมมาแล้ว สิ่งที่เหลือ ขึ้นอยู่กับการใช้สติปัญญาและไหวพริบในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า
เมื่อไม่เข้าใจ พูดไปก็เท่านั้น
เกิดการถกเถียงอย่างหนาหูในประเด็นเรื่องการรับน้องมานานเป็นปีๆ แต่สุดท้ายก็ไม่มีบทสรุปที่แน่ชัดว่า การรับน้องที่ดี ควรเป็นอย่างไร ตรงกันข้าม สังคมกลับยึดเอาเหตุการณ์การรับน้องแบบหลุดโลกมายึดเอาเองว่าที่ไหนๆก็รุนแรงเหมือนกัน ที่ไหนๆก็ไร้สาระเหมือนกัน
เด็กที่พกความคึกคะนองมาเต็มกระเป๋า พยายามที่จะยอมลดและละขีดความรุนแรงลง เพื่อให้เข้าใกล้ "จุดครึ่งทาง" ให้มากที่สุด แล้ว "ผู้ใหญ่" ล่ะ
จะลดและละ อะไรให้เด็กบ้าง?
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทความที่ ... 4 (เมษายน 2551)
บันทึกความทรงจำ ตอน ใบไม้ปลิวอย่างมีความสุข

(ภาพจาก google)
12 เม.ย.51,
วันนี้ฉันกระเด้งตัวลุกจากที่นอนแต่เช้า เพราะตั้งใจว่าจะไปขุดลอกบ่อน้ำที่จุฬาฯ
...
[เรื่องมีอยู่ว่า ฉันติดตามอ่าน เครือข่ายต้นไม้ขี้เหงา ของพี่ก้อง - ทรงกลด บางยี่ขัน มาพักนึงแล้ว (ก็ตั้งแต่วันที่พี่ก้องมาเป็นวิทยากรวิชาภาษาไทยนั่นล่ะ)
พี่ก้องก็มีกิจกรรมชวนกันไปช่วยอ.ยงยุทธขุดลอกบ่อน้ำ ตรงคณะวิทยาศาสตร์ เพราะตึกใกล้ๆเค้าก่อสร้างซ่อมแซมใหม่ เศษฝุ่นเศษปูนก็ร่วงลงบ่อ
นัดเจอกันที่ตึกพฤกษศาสตร์ 8 โมง ของเช้าวันเสาร์
โอกาสดีๆอย่างนี้หาได้ง่ายๆซะที่ไหนกัน ได้ช่วยขุดลอกบ่อ ได้พบอาจารย์ยงยุทธ (ฉันปลื้มท่านมากเลย ตั้งแต่ได้อ่านบทสัมภาษณ์ของท่านจาก a day ฉบับปกต้นไม้) แถมได้เจอะนักเขียนในดวงใจอีก โชค3ชั้นสิทีนี้
แต่อุปสรรคก็กระโดดเข้ามาเต๊ะท่ายืนขวางซะก่อน ด้วยความรู้สึกที่ว่า เออ ไปมันคนเดียวเลยน่ะนะ ไม่มีเพื่อนคนไหนว่างไปด้วยเลยนะ ถ้าไปแล้วคนอื่นเค้ารู้จักกันหมดมีเราไปยืนเหวอคนเดียวจะทำยังไง บลาบลาบลา
หลังจากใช้เวลาจัดการความคิดตัวเองพักใหญ่ ฉันก็ตกลงปลงใจตัดสินใจว่า จะไป อยากช่วย ไปหาเพื่อนใหม่เอาตอนขุดบ่อก็ได้ เรื่องอื่นช่างมัน ฮา ฮา ฮา]
...
ฉันเดินเสียบหูฟังเพลงออกจากบ้านตอน 7 โมง เช้านี้ฟ้าครึ้มๆแฮะ สงสัยฝนจะตก แล้วก็ตกจริงๆ
ฉันกึ่งเดินกึ่งวิ่งไปยืนหลบปรอยฝนที่ป้ายรถเมล์หน้าหมู่บ้าน
เป็นไม่กี่ครั้งที่ฉันส่งยิ้มให้เม็ดฝน เอาเถอะ ตกได้ตกไป แต่อย่าตกที่จุฬาฯเลยนะ
ฉันกระโดดลงจากรถเมล์แล้วก็มุดดำดินต่อไปยังสถานีรถไฟใต้ดินสามย่าน
ไปถึงตึกที่นัดรวมพลกัน ก็ 8 โมงพอดี แต่ไม่เจอใคร ฉันเดินต่อไปแบบงงชีวิต
เรามาถูกบ่อรึเปล่านะ เอายังไงดี ยืนเกาหัวแกรกๆ
ซักครู่ อ.ยงยุทธก็เดินมาพร้อมกับผู้หญิงอีกคนนึง
"อาจารย์ยงยุทธรึเปล่าคะ" ฉันเอ่ยปากถามเพื่อความแน่ใจ ได้รับคำตอบเป็นรอยยิ้ม
อาจารย์บอกว่า ขุดไม่ได้แล้ว เพราะทางคณะบอกว่าจะจ้างกทม.มาขุด
อืมมมม ของฟรีมีให้ไม่เอา ของแพงจ่ายเงินถึงว่าดี อืมมมม
นั่งคุยกับ เพื่อนใหม่ ที่ริมบ่อนั่นแหละ น่าแปลกที่คำถามแรกของฉันคือ อยู่ปีอะไรหรอคะ
เดาว่า จะได้นับลำดับอาวุโสได้ถูก จะได้เลือกใช้ระดับภาษาเวลาคุยได้กระมัง
เธอคนนั้นยิ้มแหยเล็กๆแล้วก็บอกว่า แก่แล้วค่ะ จะขึ้นปี 4 แล้ว
...
เป็นอันว่าเจอคนรุ่นเดียวกัน เพียงแต่ว่าฉันเป็นสาวอักษร ชื่อเมธ์ ส่วนเธอเป็นสาวนิติ ชื่อแนน
อ.ยงยุทธเดินกลับมาพร้อมโถกาแฟกับถุงส้ม ก่อนจะเดินนำเรา 2 คน ไปหาที่นั่งเหมาะๆ
ด้วยความซุ่มซ่ามแบบหาตัวจับยาก จึงทำให้ฉันได้รอยถลอกที่ขามา 1 ปื้น ตอนชักขาขึ้นจากบ่อ ไม่ได้ขุดลอก ก็ขอฝากแผ่นหนังไว้แล้วกันนะ
ไม่นานก็มีคนทยอยกันมา รวมเป็น 5 ชีวิต นั่งกินส้มบางมดกับ จิบกาแฟฝรั่งเศสผสมกาแฟลาว กันริมบ่อ
ฉันรู้มาว่า เวลาคุยกับอาจารย์ ท่านมักจะตั้งคำถามให้ตอบ ก็เลยเตรียมตัว(และเตรียมใจ)ไว้แล้ว แต่เจอเข้าจริงก็อึ้งไปเหมือนกัน อย่าง พออาจารย์ถามว่าเรียนที่ไหนกัน ก็มีคนบอกว่านิติฯ
"รู้มั้ย กฏหมายคืออะไร"
"สิ่งที่สังคมกำหนดขึ้นเพื่อควบคุมคนในสังคม" พี่คนนึงตอบ
"อันนั้นคือตอบด้วยความรู้ เอาคำตอบจากการใช้ปัญญามาประมวลความคิด"
"..." เงียบกริบ แต่รู้สึกได้ว่าสมองทำงานหนักมาก คิดๆๆๆ เฮ้ย ตอบอะไรล่ะเนี่ย ใช้ปัญญาๆๆๆ
(คำตอบด้วยปัญญา : กฎหมายคือเครื่องมือที่ช่วยให้งานในสังคม เสร็จเร็วขึ้น สำเร็จเร็วขึ้น สะดวกขึ้น และเป็นเครื่องมือที่คนในสังคมยอมรับ การอยู่คนเดียวไม่จำเป็นต้องมีกฏหมาย เช่น ขี่ควายอยู่กลางทุ่งนาคนเดียว ก็ไม่จำเป็นต้องมีสัญญาณจราจร)
บทสนทนาจะเป็นทำนองนี้ล่ะ ถามแล้วก็ตอบ แลกเปลี่ยนความคิดกัน ถูกบ้างผิดบ้าง แต่อาจารย์จะให้คำอธิบายขยายความให้เข้าใจทีหลัง
9 โมงกว่า ตอนนี้นับแล้วมี 9 ชีวิต
เพราะขุดลอกบ่อไม่ได้ อาจารย์เลยว่าจะชวนไปวัดสเน่หาที่นครปฐม แต่ฝนก็ตกลงมาอีก ไปๆมาๆ อาจารย์เลยปลอบใจ พาไปวัดสระเกศแทน
แต่ก่อนไป พลพรรค(เกือบได้)ขุดบ่อ ก็ไปฝากท้องกันที่ร้านก๋วยเตี๋ยวแถวสามย่าน
ฉันต้องสารภาพก่อนว่าปกติแล้วแทบไม่แตะข้าวเช้าเลย ไม่ใช่ว่ากลัวอ้วนหรืออะไร แต่เพราะความเคยชิน วันไหนกินข้าวเช้า มันจะรู้สึกอิ่มจนไม่มีใจจะกินมื้อเที่ยง
และด้วยความที่ไม่หิว ก็เลยได้อิ่มเร็วก่อนชาวบ้าน ระหว่างนั้นพี่ก้องหันมาทักทายฉันที่นั่งจ๋องมองคนนู้นคนนี้คุยกัน ฉันแนะนำตัว ตอนแรกก็หวังเล็กๆว่าคนที่พูดด้วยจะร้องอ๋อ แล้วก็พยักหน้าหงึกหงักว่าจำได้ แต่มาคิดอีกที ฉันรู้สึกว่า จะเรียกร้องให้จำชื่อเราได้ทำไม สู้ให้เขาเอาเวลาและมันสมองไปใช้สร้างสรรค์งานให้เกิดประโยชน์ดีกว่า
อืมมมม ความคิดกลิ่นตุๆนี่สงสัยจะเกิดจากการกินข้าวผิดมื้อกระมัง
เมื่อ 9 ชีวิต จัดการมื้อเช้า 11 ชาม กับน้ำ 9 แก้วเรียบร้อย ก็ได้เวลาคิดเงิน
เจ้าของร้านที่เดินมาเก็บเงิน คงจะไม่ค่อยได้เจอลูกค้าที่ยกพลกันมาขนาดนี้ เลยคำนวนราคาแบบเก้ๆกังๆ ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะช่วยคิดราคาให้ และเพราะไปช่วยคิดนี่ล่ะ เลยทำให้รู้ตัวว่า สมองฉันมันช้าลงจริงๆ
การเรียนในคณะที่มนุษย์ประมาณ 90% ไม่ใคร่จะสนใจในศาสตร์เลข ทำให้ฉันเองก็เผลอหลงๆลืมๆทักษะวิชาไปเหมือนกัน
อิ่มท้องกันแล้ว ผองเราก็ขึ้นรถเมล์สาย 47 ไปลงวัดสระเกศ
ตั๋วรถเมล์สีแดง เดี๋ยวนี้ราคากระโดดมาอยู่ที่เลข 7 แล้ว
9 ใบเรียงติดกัน - ขอบพระคุณพี่ก้องสำหรับค่าเดินทางครั้งนี้
ฉันแบตังค์ในมือให้ พี่ก้องยิ้ม แล้วส่ายหน้า "ไม่เป็นไรครับ.. ใจดี"
ถ้าลำพังแค่ "ไม่เป็นไรครับ" ฉันคงจะคะยั้นคะยอขอจ่ายตังค์จนได้แน่ๆ
แต่ "ใจดี" นี่สิ ฉันเลยหมดข้อโต้แย้ง
อืมมม มุกนี้เด็ดจริงๆ ไว้จะจำไปใช้บ้าง
ฟังอาจารย์เล่า(และถาม) เรื่องประวัติที่มาของวัดสระเกศ ภูเขาทอง คลองมหานาค ไปจนถึงสะพานข้ามคลองต่างๆ ฟังๆแล้วก็นึกอยากเสยหมัดเข้าคางตัวเอง ทำโทษที่ติดปากกามาแต่ดันลืมพกสมุดมาด้วย
พวกเราเดินเข้าไปในเขตวัด
มองจากทางทิศเหนือเข้าไปทางประตู จะเห็นเขตเสมา แสดงเขตพุทธาวาส
เสมาที่นี่ นับว่างามล้ำ (แต่ความงามที่ว่ากลับลดลงไปทันที เพราะทางวัดเอาป้าย 'ทางเข้าอุโบสถ' มาติด)
มองจากในวัดไปทางทิศใต้ จะเป็นเขตสังฆาวาส
อาคารจะถูกออกแบบตามสไตล์ฝรั่ง ที่เห็นชัดคือส่วนของหน้าต่างที่เหมาะกับสภาพอากาสทั้ง 3 ฤดู แต่ฉันว่าสภาพอากาศตอนนี้ หน้าต่างไหนๆก็เอาไม่อยู่
จากนั้น ชาวคณะก็พากันเดินไปนั่งตรงระเบียงคด ฟังอาจารย์เล่าที่มาของวัดสระเกศ, ประวัติเขตใบเสมา, ความแตกต่างระหว่างมงายกับศรัทธา สถาปัตยกรรมการออกแบบอุโบสถ ฯลฯ
- แรกเริ่ม คนเราเอาก้อนหินมาวางเรียงกันเพื่อบอกเขตเสมา แต่ก็ถูกลมพัดช้างเตะจนเขตหายไป จากการเรียงหินเลยเปลี่ยนเป็นการกองหินรวมกัน และพัฒนามาเป็นการเอาแผ่นหินปักบอกเขต เป็นใบเสมาแทน มีใบเสมาลอยด้วย เราเรียกส่วนที่จมอยู่ใต้ดิน ว่า ลูกนิมิตร
- งมงายคือความคิดและการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว แต่ศรัทธาคือความคิดและการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
- ศิลปะคืออารมณ์ของศิลปิน ถ้าศิลปินมีอารมณ์อ่อนหวาน ก็จะเขียนภาพออกมาด้วยสีและลวดลายที่นุ่นนวล
- ช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ รวมเข้าด้วยกันแล้วดูเหมือนนาค นาคเป็นสัญลักษณ์ของโลกบาดาล ประเทศเราเป็นเมืองน้ำ ไม่ใช่เมืองคนภูเขา
แล้วพวกเราก็ถอดรองเท้าเดินเหยียบพื้นหินอ่อนกลางแดดเปรี้ยงเข้าอุโบสถ
ไปคำนวนอายุของพระประธาน จากรูปหน้า จีวร และปางขององค์พระ
ไปดูภาพจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ เป็นเรื่องราวพุทธประวัติ : มารผจญ, ไตรภูมิ และทศชาติ
(รู้สึกเหมือนได้กลับไปเรียนที่โรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์วัดสุทัศน์จังแฮะ)
แล้วพวกเราก็เดินเหยียบพื้นหินอ่อนกลางแดดเปรี้ยงออกจากอุโบสถไปใส่รองเท้า
พวกเราเดินฟังอาจารย์พูดไปเรื่อยๆ
แวะพักกินไอติมลูกเสือกัน
แต่ฉันไม่อยากกิน ไม่สิ ไม่รู้สึกว่าต้องกิน มากกว่า
น่าแปลกใจตัวเองอยู่ สำหรับคนที่ รัก ไอติม เป็นชีวิตจิตใจ
อย่างฉัน
ไปขึ้นภูเขาทองกัน!
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้ขึ้นภูเขาทอง
บันไดขั้นเตี้ยที่นำเราขึ้นไป ออกแบบให้รู้สึกเหมือนเรา เดิน มากกว่า ก้าวขาขึ้นบันได เพราะฉะนั้นเลยไม่รู้สึกเมื่อยแต่ด้วยความเป็นวัยรุ่นใจร้อน และกลัวเดินไม่ทันอาจารย์ จึงทำให้ฉันหมดความตั้งใจจะนับจำนวนขั้นบันได แล้วตัดสินใจเดินก้าวข้ามบันไดทีละ 2 ขั้น
เดินขึ้นไปจนถึงจุดพัก เห็นระฆังห้อยเรียงตามทาง ได้ยินเสียงดังแก๊งๆๆ กลบเสียงอาจารย์ จนฉันสมาธิหลุด เผลอมองนู่นคิดนี่จนลืมฟังอาจารย์พูด
จู่ๆก็มีใบโพธิ์ร่วงลงมาสะกิดที่แก้ม ปลุกเรียกให้รู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่
ฉันเงยหน้าขึ้น ยิ้มขอบคุณกับต้นไม้ ก่อนจะหันไปตั้งใจฟังที่อาจารย์พูดตามเดิม
"ตีระฆังที่ลาว ถือว่าผิดกฏหมายนะ"
"ทำไมล่ะคะ"
"เพราะเสียงระฆังคือการบอกสัญญาณ อย่างการลั่นระฆังหรือตีกลองเพื่อบอกเวลาฉันเพล แต่คนไทยไม่สนใจ เห็นคนข้างหน้าเดินไปตีไป เลยทำตาม"
รู้สึกขอบคุณพี่ก้องที่จับไม้ให้หยุดกระทบกับระฆังตอนที่เดินผ่าน
เสียงเงียบลงไปได้ใบนึง
เราเดินขึ้นบันไดต่อไปเรื่อยๆ
มองออกไปเห็นวิวเมืองกรุง
สวยงาม.. ไม่สิ ฉันว่าสวยแบบแปลกๆ
เหมือนเด็กเอาตัวต่อของเล่นชุดต่างๆมาติดรวมผสมกันจนมั่วไปหมด
ทั้งอาคารสไตล์ยุโรป สร้างในยุคสมัยของจอมพลป.พิบูลสงคราม
หลังคาสังกะสี สร้างในยุคสมัย(ที่คนพูดว่า)บ้านเมืองเจริญ ผู้คนเฮละโลย้ายถิ่นเข้ามาในเมืองหลวง
ตึกกำลังก่อสร้าง สร้างในยุคสมัยเงินไม่มางานไม่เดิน
และที่เห็นหลังคาสีแดงลิบๆนั่น .. ถึงจะเป็นหลังคาวัด
ดินแดนนี้เป็นเมืองพุทธ แต่กลับมองเห็นสัญลักษณ์ที่สำคัญ ยากเหลือเกิน
ฉันปล่อยให้ขาทั้ง 2 ข้างพาร่างที่เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เดินขึ้นบันได "ทางไปสวรรค์"
บันไดขนาดเล็กและชัน ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า แล้วอย่างนี้ คนเฒ่าคนแก่จะมีแรง ขึ้นสวรรค์ ไหมนะ
ทันทีที่ขึ้นสู่สวรรค์
"อา.. 'สวรรค์'เองก็ร้อนไม่แพ้โลกเลย"
แดดแรงแสบผิว ขอกลับลงมาที่โลกมนุษย์ตามเดิมดีกว่า
ฉันลืมถามอาจารย์ว่า ผ้าผืนสีแดงที่คนเขาเอาชื่อเขียนลงไปนั้นคืออะไร
แอบเห็นเหมือนกันว่ามีคนวงรูปหัวใจรอบชื่อของตัวเองและคนที่รักด้วย
อืมมม ขนาดในวัดก็ยังไม่เว้น
อาจารย์พาพวกเราเดินลงมานั่งพักกันริมฟุตบาท เงยหน้าขึ้นมองก็เจอหอไตร
"สวยจังค่ะ" พี่คนนึงบอก
"สวย แต่สวยแบบสมัยใหม่ ทำใหม่ให้สวย ไม่สนใจความสวยตามกาลเวลา"
ก็จริงของท่านล่ะฉันว่า คนสมัยนี้เห็นอะไรที่เก่าหน่อยก็เอารักมาลงเอาทองมาติด
เอา "สิ่งใหม่" ไปปิด "สิ่งเก่า"
นี่หรือ ที่เขาเรียกว่า อนุรักษ์ไว้ให้ชนรุ่นหลัง ?
เราส่งสายตาอำลาวัดสระเกศ ก่อนจะเดินตากแดดออกมาที่ถนน
มื้อเที่ยงวันนี้จบลงที่ร้านข้าวข้างทาง
ข้าวกระเพราเป็ด กับ น้ำอัดลมสีแดง
9 คนอิ่มท้อง - ขอบพระคุณอ.ยงยุทธสำหรับข้าวมื้อนี้
พี่ก้องและพี่นีบอกลา เพื่อแยกตัวไปเดินคลองถมกันต่อ
พวกเรา 7 คนที่เหลือก้าวเท้าขึ้นรถสาย 47
ฉันกับแนนขอแยกตัวลงก่อนที่ป้ายตรงสนามกีฬาแห่งชาติ
เราบอกลากันสั้นๆพร้อมแลกรอยยิ้มบางๆให้กัน ก่อนที่แนนจะเดินไปมาบุญครอง ส่วนฉันยืนรอรถเมล์ที่ป้ายเดิม
ฉุกคิดขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า ทำไมเราไม่แลกเบอร์หรืออีเมล์กัน
แล้วอย่างนี้จะติดต่อกันยังไง?
...
ช่างเถอะ
ถ้าจะได้เจอกัน ก็คงจะได้เจอกันในวันข้างหน้า ซักวัน
ฉันยืนเสียบหูฟังเพลง
ฉันขึ้นไปนั่งหลับสัปหงกหัวโขกกระจกรถเมล์
กลับถึงบ้าน
แดดยังแรง
เหงื่อยังโชกเต็มหลัง
แต่
รอยยิ้มจางๆยังเปื้อนที่มุมปากของฉันอยู่
เพราะได้พบอ.ยงยุทธ?
เพราะได้พบและคุยเล่นกับพี่ก้อง?
เพราะได้พบเพื่อนใหม่?
เพราะอะไร?
ฉันเอง ก็ไม่รู้เหมือนกัน
.
สวัสดี
..
ปล. แนน เราว่าเรารู้แล้วล่ะว่า "พี่จิก" ที่พี่ก้องพูดถึงคือใคร, แนนรู้รึยัง?
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทความที่ ... 3 (มีนาคม 2551)
Korean Fever
(ภาพจาก google)
Korean, Korean, Korean. Korean is here, Korean is there, Korean is everywhere. Nowadays, in Thailand, the Korean trend seems to be a part of our life and things about Korea are more popular than in the past. There are not only teenagers but also adults who like or are crazy about them. Some people are so much addicted that they want to go to Korea at least once in a lifetime. The Korean trend can spread to other people. Therefore, we call it “Korean Fever”. Some pundits say that it’s nonsense. They claim that activities like spending a whole weekend stuck in front of a television watching Korean series or going to greet a Korean singer at the airport are just a waste of time. I agree with them because sometimes people who have this fever make other people feel annoyed by their screaming or the large number of fans everywhere the singer is. However, those pundits still can’t find the way to solve this problem because this fever has had a great impact on Thai people for 3 main reasons; the new wave of Korean entertainment, the accepted quality and price of Korean products, and the support from Korean government.
The first reason for Korean wave is that Thai people are hooked on Korean entertainment. Back in 2002, the first Korean series “Autumn in my heart” attracted a large number of Thai people. Since then, there have been many Korean dramas and series which have flooded into Thailand such as “My Sassy Girl”, “Dae Jang Geum”, “The King’s man”, etc. they hook people by the theme and the style of characters of the story which have some differences from Thai’s soap opera for example; a love story between a brother and a sister which is unacceptable in the real world, a love triangle in which the villain of the story doesn’t abuse the actress, and each character has a strong role so the audience doesn’t pay attention only to the lead but also to other characters. Besides, there’re some movies and series that have a famous singer as an actor for example; you can see Rain in “Full House”, Choi DongWook in “GoongS” or Yun EunHye in “Coffee Prince”. I think it’s a very good way to expand a target group. However, some might say that people are crazy about Korean stars just because of their beautiful faces. I agree but the thing is Korean stars aren’t only good looking but also have lots of talent. They can create their own songs, music videos, or even be a producer of their own album.
Another reason that causes a great impact from Korean Fever is Thai people accept the quality and price of Korean products. Today we can see many brand name products from Korea such as Missha, Morning Glory, Samsung, etc. in Thailand. It may be because of Korean entertainment. People will buy products which relate to their favorite dramas, series or singers for example; the clothes that the actress wears in a drama or the accessory that the singer wears in the concert, etc. From this case, there’re many new Korean shops that provide the stuff of Korean entertainment and people buy them. Some may say that there’s no room for Korean fashion to grow in the Thai market because the weather in Korea is different from Thailand. But the thing is Thai people don’t follow “all” of Korean fashion. We adapt the fashion in order to click with the market and it becomes a new fashion which is based on Korean style. Moreover, I think the quality and the price of Korean products are acceptable. It’s because the shop aims to sell the product to Asians, a big target group. So they produce things which are practical for Asians. Besides, the Korean product’s price isn’t so expensive like products from western countries because the raw material in eastern countries is cheaper and the transportation costs are lower. People can afford brand name products. Therefore, Korean products are widespread in Thailand.
Last but not least, I think the most important reason that makes Korean Fever able to spread in Thailand is the support from the Korean government. Nowadays, Korean Fever expands its popularity to many countries. This phenomenon is not a coincidence but intentional. I think it’s because of the Korean government’s policies that motive its boom. Some might say that Korea just has a few years of fortune but in about next 5 years, people will forget this trend. I may agree with them because there are maybe new trends in the future that are more popular than Korean trend. However, if we examine it, we’ll see that Korean fever has been able to keep increasing its popularity. Back in 2001, the Korea government launched the policy promoting Korean culture. They invested about 2,000 million baht on media exposure in many countries, including Thailand. Since then, the number of Thai tourists to Korea has increased from 800,000 people to a million people per year. The former Ministry of Korean Culture and Ministry of Foreign Affairs support every aspect about the entertainment for example; building cultural centers, publishing articles about traveling in Korea and opening film school to create the director in order to be ready for the growth of Korean entertainment. This policy seems to be the best strategy which makes Korea gain popularity more, more and more. The Korean government aims that in 2007, Korea will become one of the 3 most powerful cultural and industrial countries in the world and expects that in next 2-3 years, Korea will gain more than 1.4 billion dollar from its industries and businesses. As long as it has the great support from the government, Korean industries will keep growing.
All in all, I think Korean fever can continue to have an impact on Thai people through the influence of Korean entertainment, the acceptance of Korean products, and the strong support from the Korean government. It doesn’t mean that this fever will be permanent. In the future, it may have some ways that can cure this fever or Korean fever may be replaced by a new fever, who knows?
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------
บทความที่ ... 2 (กุมภาพันธ์ 2551)
The Cohabitation
.

(ภาพจาก google)
.
“…and they live happily ever after.” is an ending of most fairy tales that all lovers want to be real in the real world. That’s why they have to spend a lot of time in order to see if their partner is their real soul mate. However, there’re some couples who have spent years being lovers but they are divorced just a month after the wedding. From this case, it raises the issue of the idea about the cohabitation which let the lovers a chance to know their partner better. It may seem to be a good idea but if we examine it carefully, in Thailand, we will see that it also contains some disadvantages. Moreover, these disadvantages will affect women, especially Thai women more than men in three main areas; the woman’s self-conflict between the thought and the behavior, social problems and the legal issue.
Firstly, it may sound unbelievable, but cohabitation can cause self-conflict in a woman in relation to her mentality. It’s true that the purpose of living together before getting married is for a person to examine his or her real mate. It would be fine if the woman found that the man is Mr. Right. But it also leads her to the question “What would she do to make her be the right one foe him?” and it may cause her to start adapting herself for him. Some may say that women should be themselves, but I think it’s hard for them because of love. That’s why some women choose to change or maybe even lose themselves in order to click with their Mr. Right. It’ll become self-conflict between herself and her “perfect married life”. On the other hand, if she found out that the man is Mr. Wrong, how would she escape from that guy? It would be great if they both can return to be friends again or just break up. But if she’s an unlucky woman, she may get in a trouble. We can see many bad news from daily media for example; a man abused a woman’s new lover, some men threaten not only their ex-girlfriend but also her family. Moreover, there’re also some men who kill the woman because she wants to break up with him. The risk will fall on the woman by all means.
Another disadvantage of cohabitation for Thai women is Thai society doesn’t accept this living together very much. Although we are now living in a country that’s more developed than the past, Thai tradition still covers us, especially women’s behavior. People may accept women’s rights but the woman who’s a cohabitant will be criticized, blamed and gossiped about her virginity by all means. Those criticisms don’t only fall on the woman but also on her family. The more blame her family gets, the more pressure she gets. Some may say that we can be a cohabitant without having sex, I agree with it but actually, the woman’s virginity will still be wondered because there’s no-one who can confirm about it. It would be great if she and her man end with a wedding but if not, it’ll be difficult for the woman who wants to have a new lover. The new man may not accept her because she used to live with another man for months. Having cohabitation in Thailand just one time can ruin the woman’s image and rarely give a chance for the woman to find a new mate.
Last but not least, the most disadvantage area which fall on women concern the law. Because the cohabitant doesn’t register for a marriage certificate therefore there’s no legal protection for the woman’s rights. Some may think that it’s good since there’s no commitment between them both. But it also means that it won’t certify the marriage status. The woman can only be “a partner” and doesn’t have the rights in the marriage property. If she gets pregnant, her baby will be an illegitimate -child who doesn’t have the right in his father’s heritage. Besides, some women face the problem that they accidentally get pregnant. They’re not ready to have a baby. They’ll have only two choices: having an abortion which is absolutely illegal in Thailand. The mother will be guilty and undergo the punishment for committing murder with intent whereas the man (the father) will only be judged as a supporter and receives lesser punishment than the woman. Alternatively, the woman could keep her baby, but the thing is there’re just only a few examples of successful single moms in Thai society. I think if she’s of good status or is on a good environment like a good family, friends, etc., she can stand up being a single mom like that actress Vae Zhou who used to cohabit with her ex-boyfriend. She just realized that she got pregnant after they broke up. Though the man didn’t accept the baby, she insisted on keeping her baby and now she’s a single mom. It sounds great that she can do that but I think there’re many women can’t do it and the law doesn’t help them much.
After all, cohabitation may be an innovative idea. It gives the lovers a chance to live together before get married. But I think it isn’t appropriate for Thai women because of its disadvantages such as the moral pressure, the unacceptance from society and the legal limitation. Actually, it’s unnecessary to care about this living together because there’re many other ways that help Thai women to find their real soul mate, have a wedding and then, live ... happily ever after.
. .
------------------------------------------------------------------
.
บทความที่ ... 1 (มกราคม 2551)
โลกร้อนฟีเวอร์
(ภาพจาก google)
"ภาวะโลกร้อน เป็นผลจากอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากภาวะเรือนกระจก หรือที่เรารู้จักกันดีว่าเป็นปรากฏการณ์ Green House Effect มนุษย์เพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากการเผาไหม้เชื้อเพลิงต่างๆ ทั้งในภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังเพิ่มก๊าซกลุ่มไนตรัสออกไซด์ คลอโรฟลูออโรคาร์บอน (CFC) และก๊าซพิษอื่นๆ พร้อมกับการตัดไม้ทำลายป่า กิจกรรมทั้งหลายของมนุษย์ล้วนแล้วแต่เป็นการทำลายธรรมชาติ และภาวะโลกร้อนคือผลของการกระทำนั้น..."
ข้อความทำนองนี้ดูจะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาของคนในยุคปัจจุบัน เป็นสารที่เราสามารถรับได้จากสื่อทุกสื่อ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ หรือวารสาร หากจะพูดกันแล้ว ประเด็นโลกร้อนนี้ไม่ใช่ประเด็นแรกที่เกี่ยวกับผลกระทบซึ่งเกิดจากปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติ เพราะเท่าที่เราๆท่านๆจำความได้ เราก็ถูกปลูกฝังให้รู้จักรักและรักษ์ธรรมชาติตั้งแต่ยังเด็ก มีการรณรงค์ต่างๆผ่านหูผ่านตาเข้ามาเรื่อยๆ ทั้งเรื่องตัดไม้ทำลายป่า ทำไร่เลื่อนลอย เผาขยะ น้ำเน่าเสียและมลพิษต่างๆอีกมาก แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจและใส่ใจมากนัก ยกเว้นประเด็นโลกร้อน ที่ดูจะได้กระแสตอบรับจากสาธารณชนอย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังสามารถขยายวงความสนใจออกไปได้เรื่อยๆ จนนำไปสู่ยุคสมัยแห่งการตื่นตัวของ "โลกร้อนฟีเวอร์"
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรื่องนี้เป็นที่สนใจก็เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ใกล้ตัวมาก เราสามารถรับรู้ได้ด้วยตนเองโดยไม่ต้องรอผลการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์หรือผลการวิจัยใดๆ เช่น อุณหภูมิที่ร้อนมากขึ้นและกินเวลาในช่วงฤดูร้อนยาวกว่าเดิม ไอแดดทุกวันนี้มีศักยภาพในการแผดเผาดีกว่าสมัยก่อน ฝนที่ตกหนักผิดปกติ ซ้ำร้ายบางครั้งก็เทลงมาผิดฤดู ภาพข่าวน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้ละลาย บวกกับคำเตือนของนักวิทยาศาสตร์ นักธรณีวิทยาและผู้เชี่ยวชาญทั้งในและต่างประเทศที่พร้อมใจกันออกมาพูดถึงประเด็นปัญหาโลกร้อน
ทุกวันนี้ ไม่ว่าจะหันไปทางไหน เราก็จะพบเห็นการตอบรับเกี่ยวกับประเด็นโลกร้อน หรือ "โลกร้อนฟีเวอร์" ได้ เพียงแต่การตอบรับนั้นอาจจะอยู่ในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป หากดูในมุมกว้างก็อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง และกลุ่มที่ทำตามกระแสนิยม
กลุ่มที่ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนอย่างจริงจัง คือ กลุ่มคนที่เมื่อรู้เรื่องปัญหาโลกร้อนแล้วก็ยอมปรับและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตบางอย่างเพื่อให้สอดคล้องกับวิถีปฏิบัติที่จะสามารถช่วยบรรเทาและแก้ปัญหาโลกร้อนนั้นได้ เช่น ในด้านการคมนาคม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นตัวก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน ก็เลือกใช้บริการรถประจำทางสาธารณะ รถไฟฟ้า หรือเลือกเดินทางแบบทางเดียวกันไปด้วยกัน (Car Pool) แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว, เลือกใช้น้ำมันไร้สารตะกั่วหรือเปลี่ยนไปใช้แก๊สโซฮอล์ และคอยตรวจเช็คสภาพรถหรือเครื่องยนต์อยู่เสมอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผลาญเชื้อเพลิงไปโดยเปล่าประโยชน์ รวมถึงการลดปริมาณการใช้รถและหันไปปั่นจักรยานแทน ในด้านการอุปโภคบริโภค คนกลุ่มนี้จะเลือกซื้อเลือกใช้ผลิตภัณฑ์หรือสินค้าที่เป็นมิตรกับธรรมชาติ สามารถนำมาใช้ได้อีกหรือนำกลับมารีไซเคิลได้ เช่น การนำถุงพลาสติกที่มีมาใช้อีก หรือการสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติใช้ถุงผ้าใส่ของแทนถุงพลาสติก การประดิษฐ์สิ่งของจากเศษวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว การใช้กระดาษรีไซเคิลหรือการนำภาชนะที่แตกแล้วมาทำเป็นกระถางต้นไม้ เป็นต้น แต่ในกรณีที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลเสียต่อธรรมชาติได้อย่างเช่นการใช้สเปรย์ฉีดผม การใช้กล่องโฟม หรือการใช้เครื่องปรับอากาศ ก็จะพยายามจำกัดปริมาณการใช้ให้น้อยที่สุดหรือใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ส่วนในด้านการผลิต ถือได้ว่ากระแสโลกร้อนฟีเวอร์ทำให้เกิดแนวความคิดที่ดี เช่น เราสามารถนำเอาการดำเนินชีวิตตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในกิจการหรือธุรกิจต่างๆได้ ซึ่งจะส่งผลให้ไม่เกิดการผลิตที่มากเกินความต้องการของตลาด ผู้ผลิตรู้จักการได้มาและการทดแทนคืนแก่ธรรมชาติ และผู้บริโภคก็รู้คุณค่าของสิ่งที่ได้มา นอกจากนี้ยังมีการนำเทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการวิจัยจนเกิดสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆซึ่งเป็นมิตรกับธรรมชาติ เช่น รถยนต์ที่ใช้ระบบพลังงานไฟฟ้า ระบบการขนส่งและคมนาคมแบบรถรางไฟฟ้าเพื่อให้สามารถนำมาใช้งานแทนการคมนาคมในปัจจุบันได้ คอมพิวเตอร์แบบพกพาที่สามารถประหยัดพลังงานได้มากกว่าคอมพิวเตอร์รุ่นเดิม ฯลฯ
เป็นการดำเนินชีวิตที่ดีทั้งต่อชีวิตมนุษย์และธรรมชาติ
อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะเป็นที่รู้จักกันดีแล้ว แต่กระแสโลกร้อนฟีเวอร์ก็ยังคงได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดคนอีกกลุ่มหนึ่ง คือ กลุ่มที่ทำตามกระแสนิยม ตามจริงแล้วคนกลุ่มนี้ก็ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อน เพียงแต่ไม่ตรงกับแก่นที่แท้จริงของการแก้ปัญหา กล่าวคือ คนกลุ่มนี้ใช้ชีวิตไปตามกระแสนิยมของสังคม เช่น เมื่อมีผู้แนะนำการใช้ถุงผ้าดิบแทนการใช้ถุงพลาสติกเวลาซื้อสินค้าตามห้างสรรพสินค้า เราก็จะเห็นคนไปหาซื้อถุงผ้าดิบมาหิ้วใช้กัน บางคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ก็วาดลวดลายไว้ที่ถุงผ้า ทั้งรูปโลกและที่เป็นข้อความชักชวนให้รักษ์โลก ก็เพื่ออิงให้เข้ากับกระแสโลกร้อน ซึ่งจากจุดนี้ก็ทำให้บริษัทเจ้าของสินค้าต่างๆมองเห็นช่องทางสร้างเม็ดเงินและวิธีเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและผลิตภัณฑ์ของตน นำไปสู่การผลิตประเป๋าหนังชั้นดีสกรีนลายเข้ากับกระแสโลกร้อน ออกมาวางขายในราคาใบละเป็นพันเป็นหมื่น ซึ่งนอกจากจะขายสินค้าได้แล้ว บริษัทเองก็ยังได้รับความนิยมตรงที่ให้ความสำคัญกับปัญหาโลกร้อนด้วย เมื่อสินค้าออกสู่ตลาดมากขึ้นเรื่อยๆก็ยิ่งกระตุ้นความนิยมและกลายเป็นแฟชั่นฮิตติดตลาดไปในที่สุด กระแสโลกร้อนฟีเวอร์ยังส่งผลให้เกิดการผลิตสื่อต่างๆมากมายโดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งมีให้เห็นกันละลานตาทั้งในและต่างประเทศ มีทั้งที่เป็นคู่มือการแก้ปัญหาโลกร้อน วารสารและหนังสือวิชาการที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์โลกร้อน กระทั่งการผลิตแผ่นพับ ใบปลิวแจกกันตามท้องถนน ยิ่งผลิตมากก็ยิ่งต้องใช้พลังงานและวัตถุดิบมาก นอกจากนี้ยังมีการจัดการรณรงค์มากมายที่เราพบเห็นตามห้างสรรพสินค้า โรงแรมหรือศูนย์รวมต่างๆจนชินตา เช่น การจัดนิทรรศการหรือการสัมมนาและอภิปรายเพื่อรณรงค์แก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งอาจจะมีข้อดีตรงที่เป็นการช่วยเผยแพร่หนทางในการช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวและแนะแนวการดำเนินชีวิตเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน แต่หากลองพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว ก็จะพบว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงกิจกรรมที่ตั้งขึ้นเพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาจับจ่ายสินค้าในห้างฯหรือสถานที่นั้นๆเท่านั้น เพราะห้างสรรพสินค้าหรือโรงแรมเอง ยังคงใช้เครื่องปรับอากาศเปิดแอร์เย็นฉ่ำ เปิดไฟสีสวยจากหลอดไฟนับร้อยนับพันดวง ยังไม่นับรวมเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นที่ถูกนำมาประกอบในกิจกรรมอีก โลกร้อนฟีเวอร์ในที่นี้ดูจะมีความหมายในเชิงเศรษฐกิจและธุรกิจเสียมากกว่า
ตรงตามเป้าหมายทางการตลาดที่ตั้งไว้ แต่ไม่ตรงประเด็นการแก้ปัญหาโลกร้อน
โลกร้อนฟีเวอร์เป็นตัวอย่างหนึ่งของกระแสความนิยมที่ประสบความสำเร็จและได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม แต่ก็ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่ากระแสนิยมนี้จะอยู่ยั่งยืนไปอีกนานเท่าไร และจะนานพอที่ผู้คนจะหันมาร่วมมือกันแก้ปัญหาหรือไม่ หากถามว่าอะไรคือแนวทางการแก้ไขที่ดีที่สุด คำตอบก็คงจะลงตัวที่ การร่วมมือร่วมใจของคนทุกคน
โอปราห์ วินฟรีย์พิธีกรรายการทอล์คโชว์เคยพูดไว้ว่า "IF NOT YOU, WHO? IF NOT NOW, WHEN? ... ทุกอย่างเริ่มที่ตัวเรา" ภาวะโลกร้อนเป็นปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ภายในระยะเวลาอันสั้นและไม่สามารถแก้ไขสำเร็จได้ด้วยคนเพียงไม่กี่คน คนบางคนให้ความช่วยเหลือและปฏิบัติตนตามวิถีที่ถูกต้องด้วยความเต็มใจ บางคนทำไปเพราะถูกกระตุ้นหรือปลูกฝังมา และมีอีกไม่น้อยเลือกที่จะทำตามเพียงเพราะตนเองไหลตามกระแสความนิยมของสังคม ... กระนั้นแล้วก็นับว่ายังดีกว่า การไม่ทำอะไรเลย